ศิลปะการแสดงหนังตลุง

ศิลปะการแสดงพื้นบ้านภาคใต้ (หนังตะลุง)

โดย นายพิทยา เอียดน้อย
นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
E-mail address : pittaya415@gmail.com

http://www.google.com/profiles/pittaya415

เว็บไซต์ส่วนตัว

http://sites.google.com/site/pittayaiatnoy

http://sites.google.com/site/pittayazuza

1

ประเทศไทย ประกอบด้วยคนในชาติที่มีความหลากหลายแตกต่างกันไป ซึ่งในแต่ละท้องถิ่นมีศิลปะประเพณีที่แตกำต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นการฟ้อนการ่ายรำอันสวยงามของชาวภาคเหนือ การเซิ้งหรือแสดงหมอลำของชาวภาคอีสาน การร้องเล่นลำตัดของชาวภาคกลาง หรือหนังตะลุงที่จะนำมาเสนอเป็นบทความนี้ก็เป็นศิลปะประจำถิ่น สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นตัวบ่งบอกความมีอารยะธรรมและประเพณี ความมีคุณค่า บ่งบอกวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ความเชื่อต่างๆ และรากเหง้าของคนในสังคมหรือชุมชนที่อาศัยอยู่แต่ละพื้นที่

หนังตะลุง ศิลปะการแสดงประจำท้องถิ่นอย่างหนึ่งของภาคใต้ เชื่อกันว่ากำเนิดมาจากจังหวัดพัทลุง ปัจจุบันสิ่งที่บ่งบอกว่าจังหวัดพัทลุงเป็นต้นกำเนิดการแสดงหนังตะลุงนั้น เราจะเห็นได้จากคำขวัญประจำจังหวัดพัทลุงที่ว่า เมืองหนังโนราห์ อยู่นาข้าว พรราวน้ำตก แหล่งนกน้ำ ทะเลสาปงาม เขาอกทะลุ น้ำพุร้อน คำว่าเมืองหนัง ก็คือพัทลุงเป็นดินแดนที่ให้กำเนิดหนังตะลุง และการแสดงพื้นบ้านอีกอย่างหนึ่งคือ มโนราห์ การแสดงหนังตะลุงนั้นในระยะต่อมามีการขยายการแสดงออกไปยังจังหวัดใกล้เคียงทั่วภาคใต้ หนังตะลุงนั้นเป็นการเล่าเรื่องราวนิยายแบบการร้องกลอนสด หรือเราเรียกกันว่า การว่าบท เป็นลัการะของกลอนแปด เนื้อหาของเรื่องที่นำมาแสดงหนังตะลุงนั้นเปรียบให้เห็นง่ายๆเลยก็คือ เหมือนละครแนวจักรๆวงศ์ๆ ตามที่เราๆท่านๆได้ดูในตอนเช้าของวันเสาร์ อาทิตย์ หากแต่แตกต่างตรงที่ว่าการแสดงหนังตะลุงนั้นเป็นการแสดงเรื่องราวผ่านจอหนังซึ่งเป็นจอผ้าใบ เป็นการร้องกลอนสดของศิลปินหนังตะลุง ซึ่งเราชาวปักษ์ใต้นั้นเรียกศิลปินหนังตะลุงว่า นายหนัง

ซึ่งเรื่องราวการแสดงของหนังตะลุงนั้น นอกจากจะมีการว่าบทหรือร้องเพลงของนายหนังแล้ว การแสดงหนังตะลุงเปรียบเสมือนเป็นรถข่าวเคลื่อนที่ในชุมชนของปักษ์ใต้เรา เพราะการแสดงหนังตะลุงนายหนังจะต้องรับรู้ข้อมูลข่าวสารของทางราชการข้อมูลข่าวสารทั่วไป เพื่อเอามาสอดแทรกประยุกต์ในการเล่นหนังตะลุงให้พี่น้องผู้ชมได้รับทราบข่าวสารของทางการ เราอาจจะเห็นได้ว่านายหนังตะลุงบางท่านยังได้ดำรงตำแหน่งนักการเมืองไม่ว่าจะระดับท้องถิ่นหรือระดับชาติเช่นนายหนังอาจารย์พร้อมน้อย ตะลุงสากล หรือคุณพร้อม บุญฤทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร์จังหวัดพัทลุง สามสมัย ซึ่งครั้งหนึ่งสถานีโทรทัศน์บางช่องได้นำเอาเรื่องราวหนังตะลุงเรื่องน้ำใจแม่ ของนายหนังอาจารย์พร้อมน้อย มาทำเป็นละครจักรๆวงศ์ๆมาแล้ว เป็นต้น

2 โดยตัวกระผมนั้นได้คลุกคลีอยู่กับวงการหนังตะลุงมาตั้งแต่จำความได้ เพราะบิดาของข้าพเจ้าเป็นศิลปินพื้นบ้านทางด้านการแสดงหนังตะลุง หรือที่เรียกกันว่านายหนัง กล่าวได้ว่าข้าพเจ้าเติบโตมาพร้อมกับการก่อร่างสร้างตัวของคณะบิดาข้าพเจ้าเลยก็ว่าได้ บิดาข้าพเจ้ามีคณะหนังตะลุงชื่อว่าคณะหนังอำพรน้อย ศ.เอื้อ ชื่อคณะล้วนแต่มีความหมายด้วยกันทั้งสิ้นข้าพเจ้าจะแปลให้ดูดังนี้ คำว่า อำพร ก็คือชื่อบิดาของข้าพเจ้า ตัวย่อ ศ. แปลเป็นความหมายว่า ศิษย์ คำว่าเอื้อ คือ นายหนังอาจารย์เอื้อ นายหนังตะลุงชื่อดังในภาคใต้ สรุปได้ก็คือนายหนังอำพร ลูกศิษย์อาจารย์เอื้อ คณะของบิดาข้าพเจ้ามีคนเล่นเครื่องดนตรีประกอบการแสดงหรือที่ปักษ์ใต้เราเรียกว่า ลูกคู่ ประมาณ 7ท่าน นับว่าเป็นคณะที่ใหญ่พอดูเหมือนกัน

ข้าพเจ้าจำได้ว่าบิดาของข้าพเจ้าได้หอบหิ้วเอาข้าพเจ้าไปด้วยเกือบทุกครั้งเมื่อท่านรับงานแสดงหนังตะลุง ข้าพเจ้าได้จดจำทั้งทำนองท่วงท่าและรูปตัวหนังตะลุงที่ใช้ในการแสดงหนังตะลุงไว้อย่างแม่นยำ ซึ่งตัวรูปหนังตะลุงนั้นเหมือนกับละครจักรๆวงค์ๆทั่วไปที่เราดูกันคือมีรูปตัวพระตัวนาง รูปกษัตริย์ รูปมเหสี รูปตัวตลก ซึ่งตัวตลกบางตัวสันนิฐานว่าเป็นบุคคลที่มีชีวิตอยุ่จริงในอดีต เช่น

3 นายเท่ง เป็นชาวอำเภอสะทิงพระ จังหวัดสงขลา เป็นคนผอมบางตัวดำคล้ำตามรูปแบบชาวปักษ์ใต้ มีลักษณะพิเศษคือนิ้วมือขวาโตคล้ายอวัยวะเพศชาย ชอบพุดจามีหลักการ ส่วนใหญ่เท่าที่พบเห็นนายหนังมักจะสอดแทรกความรู้ด้านข่าวสารบ้านเมืองเมื่อออกรูปนายเท่ง

นายหนูนุ้ย เป็นคนสติไม่สมประกอบ ผิวดำและเตี้ย ปากยื่นออกมาเหมือนปากวัว มักจะโดนล้อประจำว่าเป็นลูกของวัว ถือกรรไกรหนีบหมากเป็นอาวุธ เป็นตัวตลกที่เคียงคู่กับนายเท่ง

นายยอดทอง เป็นชาวจังหวัดพัทลุง ลักษณะผมหยิกเป็นลอน จมูกยื่น ปากบุ๋ม หน้าเหมือนจระเข้ ชอบพูดจาโอ้อวดเกินจริง ขี้ขลาด เอางานเอาการไม่ได้ มักได้รับบทให้เป็นเพื่อนของนางเอกของเรื่องเสมอจนมีนิสัยบ้านายผู้หญิง ปักษ์ใต้เราเรียกว่า ยอดทองบ้านาย

นี่คือตัวละครที่เป็นตัวตลกบางส่วนที่กล่าวได้ว่าทุกโรงทุกคณะต้องมีเหมือนกัน ตัวละครเหล่านี้คือสีสันในการแสดงหนังตะลุงของภาคใต้เรา อาจะกล่าวได้ว่าตัวละครเหล่านี้เด่นกว่าตัวละครตัวพระและตัวนางเสียอีก ส่วนในการให้เสียงนั้นตัวละครทุกตัวจะมีเอกลักษณ์แตกต่างกันไปเช่น นายเท่งนายหนังจะต้องให้เสียงทุ้มๆน่าเชื่อถือ ส่วนเสียงนายหนูนุ้ยจะเสียงแหลมเล็ก ออกไปทางซื่อๆเป็นต้น ส่วนเรื่องเครื่องดนตรีที่ใช้ในการแสดงหนังตะลุงนั้นทุกชิ้นบิดาของกระผมเป็นคนจัดหาหรือซื้อมาครอบครองไว้เป็นของตัวเองด้วยใจรัก แม้จะต้องเสียทรัพย์สินไปเท่าไหร่ก็ตาม เรียกได้ว่าบิดาของผมคลั่งไคล้กับการเป็นนายหนังตะลุงมาก ซึ่งเครื่องดนตรีที่ใช้เล่นหนังตะลุงนั้น ภาษาปักษ์ใต้จะเรียกว่า เครื่องหนัง ซึ่งสมัยก่อนจะมีเครื่องหนังเพียงไม่กี่ชิ้น เช่น

5

1.ทับ เป็นภาษาใต้มีลักษณะเป็นกลองขนาดเล็ก ทับของหนังตะลุงเป็นเครื่องกำกับจังหวะและท่วงทำนองที่สำคัญที่สุด ผู้บรรเลงดนตรีชิ้นอื่นๆ ต้องคอยฟังและยักย้ายจังหวะตามเพลงทับ ทับหนังตะลุงมี 2ใบ ใบหนึ่งเสียงเล็กแหลม เรียกว่า “หน่วยฉับ” อีกใบหนึ่งเสียงทุ้ม เรียกว่า “หน่วยเทิง” คำว่า หน่วย เป็นภาษาปักษ์ใต้ ซึ่งแปลเป็นภาษาภาคกลางว่า ลูก ทับหน่วยฉับเป็นตัวยืน ทับหน่วยเทิงเป็นตัวเสริม หนังตะลุงในสมัยโบราณมีมือทับ2คน ต่อมาหนังตะลุงใช้มือทับเพียงคนเดียว โดยใช้ผ้าผูกทับไขว้กัน เวลาเล่นบางคนวางทับไว้บนขา บางคนก็พาดขากดทับเอาไว้ไม่ให้เคลื่อนที่ซึ่งในคณะของบิดากระผมจะมีคนตีทับ 1คนเช่นกัน เราเรียกคนตีทับนี้ว่านายทับ หรือ มือทับ

6

2.ปี่ หนังตะลุงใช้ปี่นอกบรรเลงเพลงต่างๆ ถือเอาเพลงพัดชาเป็นเพลงครู ประกอบด้วยเพลงไทยเดิมอื่นๆ ได้แก่ เพลงสาวสมเด็จ เขมรปี่แก้ว เขมรปากท่อ ชะนีกันแสง พม่ารำขวาน พม่าแทงกบ สุดสงวน เขมรพวง ลาวดวงเดือน
7
3.โหม่ง เป็นเครื่องกำกับการขับบทของนายหนัง โหม่งมี 2 ใบ ร้อยเชือกแขวนไว้ในรางไม้ ห่างกันประมาณ 2 นิ้ว เรียกว่า “รางโหม่ง” ใบที่ใช้ตีเป็นเหล็กมีเสียงแหลมเรียกว่า “หน่วยจี้” อีกใบหนึ่งเสียงทุ้ม เรียกว่า “หน่วยทุ้ม”

4.ฉิ่ง ใช้ตีเข้าจังหวะกับโหม่ง คนตีโหม่งทำหน้าที่ตีฉิ่งไปด้วย กรับเดี๋ยวนี้ไม่ต้องใช้ นำฝาฉิ่งกระแทรกกับรางโหม่งแทนเสียงกรับ ปัจจุบันมีการนำเอาเครื่องดนตรีสากล จำพวก กลองชุด กีตาร์ เบส โอแกน เข้ามาสร้างสีสันให้กับการบรรเลงเพลงหนังตะลุงซึ่งเครื่องดนตรีเหล่านี้จะได้รับการบูชาบวงสรวงทุกครั้ง โดยที่ผู้ไม่เกี่ยวข้องในการแสดงจะแตะต้องไม่ได้ เพราะถือได้ว่าเป็นของมีครู กระผมเองก็เคยโดนทำโทษโดยการถูกเฆี่ยนมาก็หลายครั้ง

ส่วนขั้นตอนในการแสดงหนังตะลุงนั้นเริ่มจากการตั้งโรงหนัง โดยสมัยก่อนเจ้าภาพที่รับหนังตะลุงไปแสดงจะมีการปลุกเรือนหรือปลูกโรงหนังตะลุงไว้ให้พร้อมเพื่อรอให้นายหนังได้เริ่มแสดงได้เลย แต่ปัจจุบันนายหนังได้มีโรงหนังส่วนตัวซึ่งคณะของบิดากระผมก็เป็นเช่นนี้ด้วย คือการใช้โรงหนังเหล็กสำเร็จรูปเมื่อจะทำการแสดงก็ประกอบกันตรงนั้นได้เลย

8910

ขั้นตอนต่อมานายหนังจะทำพิธีทางไสยศาสตร์โดยการ ออกรูปพระฤาษีเพื่อบูชาครูบาอาจารย์ เพราะนายหนังทุกคนจะมีครูบาอาจารย์ที่ตัวเองนับถือหรือได้ร่ำเรียนวิชามา
ลำดับต่อมาเป็นการ ออกรูปพระอิศวรทรงโคหางขาวเป็นการ บูชาเทพเจ้าแห่งความบันเทิง ตามคติของชาวปักษ์ใต้เราโดยจุดสำคัญในการออกรูปนี้ เพลงบรรเลงจะคึกคักดุดัน เร้าใจ
ขั้นตอนถัดไปคือการออกปรายหน้าบท ความหมายของปรายหน้าบทคือการอภิปรายบอกกล่าวท่านผู้ชมก่อนการแสดง ด้วยนิสัยและวัฒนธรรมทางภาษาของคนใต้ที่ชอบพูดสั้นคำว่าอภิปรายเลยเหลือแค่คำว่าปรายนั่นเอง อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นการแนะนำตัวนายหนังให้ผู้ชมรับทราบ กราบขอบพระคุณผู้ที่เข้ามาชม กล่าวขอขมาเมื่อมีการแสดงที่ผิดพลาดในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

ลำดับถัดมาจะเป็นการ ออกรูปบอกเรื่อง ว่าทางคณะจะเล่นเรื่องอะไร เล่าเรื่องย่อๆของเรื่องที่จะแสดง ขั้นตอนนี้นายหนังจะออกรูปโดยใช้รูปตัวตลกในการบอกเรื่อง ในการเริ่มต้นแสดงหนังตะลุงนั้นฉากแรกที่นายหนังจะปักรูปลงดำเนินเรื่องราวนายหนังจะปักรูปตั้งเมือง คือการออกรูปกษัตริย์หรือพระราชา กับมเหสี ถ้านึกภาพไม่ออกท่านผู้อ่านลองจำลองภาพกษัตริย์ออกท้องพระโรงว่าราชการ ในภาพยนตร์หรือ ละครจักรๆวงค์ๆจะมีลักษณะเดียวกันจากนั้นก็เริ่มแสดงดำเนินเรื่องราวไปเรื่อยๆจนจบการแสดง หรือ ถึงเวลาอันสมควร

โดยบิดาของข้าพเจ้าซึ่งเป็นนายหนังตะลุงได้ให้ข้อมูลว่า “สมัยก่อนนั้นนายหนังจะเริ่มเล่นหนังตั้งแต่หัวค่ำประมาณ 1ทุ่ม เรื่องราวดำเนินต่อไปเรื่อยๆจนถึงประมาณเที่ยงคืน แล้วเจ้าภาพงานจะเอากับข้าวในงานมาเลี้ยงทางคณะหนังตะลุง เรียกกันว่า พักเที่ยง แต่เป็นเวลาเที่ยงคืน หลังจากนั้นก็ดำเนินเรื่องต่อไปจนถึงตอนเช้า เป็นการสอดคล้องกับวิถีความเป็นอยู่ของชาวบ้านในสมัยก่อนคือ สมัยก่อนไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึงการเดินทางกลับบ้านอาจจะมีอันตราย นายหนังจำเป็นต้องแสดงถึงเช้า หรือประมาณเช้ามืด แต่แตกต่างกับสมัยปัจจุบัน เจ้าภาพในงานจะเลี้ยงนายหนังและคณะตอนที่คณะหนังได้ทำโรงหนังเสร็จเรียบร้อย และการแสดงหนังจะจบการแสดงประมาณตีสอง เรื่องราวของหนังบางครั้งอาจจะยังไม่จบ นายหนังจะต้องออกรูปตัวตลกเพื่อออกมาเล่าเรื่องย่อจนจบเพื่อให้ผู้ชมรับรู้ และกล่าวขออภัยในการผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากการแสดง ”

ศิลปะการแสดงหนังตะลุงซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของชาวปักษ์ใต้ เป็นวัฒนธรรมทางการแสดงและภาษา นับวันได้เลือนหายออกไปจากสังคมไทย หรือแม้แต่สังคมชาวปักษ์ใต้ มีผู้ที่สานต่อลมหายใจทางศิลปะแขนงนี้เพียงไม่กี่ท่านซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นผู้อาวุโสทั้งนั้น เพราะการเข้ามาแทนที่ของเทคโนโลยีใหม่ๆ ค่านิยมใหม่ๆรวมไปถึงการคลั่งไคล้ในวัฒนธรรมต่างชาติของคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ ซึ่งในทางกลับกันคนรุ่นใหม่ควรที่จะ ต้องอนุรักษ์ รักษา ความเป็นท้องถิ่นของเรา การคลั่งไคล้วัฒนธรรมต่างชาติที่เกินขอบเขตไป และไม่เหลียวหลังกลับมามองสิ่งที่เป็นความดีงามของท้องถิ่นของเราประเทศของเรา สิ่งเหล่านี้จะเป็นอันตรายต่อประเทศชาติของเราอย่างยิ่ง เราอาจจะต้องกลายเป็นชนชาติที่เป็นทาสทางวัฒนธรรมของชนชาติอื่น

ข้าพเจ้าเป็นลูกหลานชาวปักษ์ใต้แท้ๆ และยังเป็นลูกนายหนังย่อมมีส่วนที่จะต้องช่วยกันต่อลมหายใจให้กับศิลปะการแสดงหนังตะลุง ข้าพเจ้าตั้งใจอย่างเต็มที่เพื่อให้งานชิ้นนี้ ออกมาอย่างดีที่สุดพยายามให้เข้าใจง่าย หรือ ไม่สับสนจนเกินไป เพื่อให้เป็นองค์ความรู้ที่มีประโยชน์ต่อสาธารณะชนโดยผ่านจากการถ่ายทอดประสบการณ์ของข้าพเจ้า

อ้างอิง

https://sites.google.com/site/prachidtinnabutr/silpa-kar-saedng-phun-ban-phakh-ti-hnang-talung-doy-phithya-xeiyd-nxy

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s